ผลงานวิจัย

นางประคอง สุขพุ่ม - thaied

Current Record: นางประคอง สุขพุ่ม

นางประคอง สุขพุ่ม

1. พฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารโรงเรียนอำนวยพิทยาอยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย 3.73 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.55) และพบว่าผู้ปกครองที่มีสถานภาพด้านอายุต่างกันมีความคิดเห็นด้านมนุษยสัมพันธ์ต่อผู้บริหารโรงเรียนอำนวยพิทยาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนสถานภาพด้านเพศ การศึกษา อาชีพ รายได้ต่างกัน ความคิดเห็นด้านมนุษยสัมพันธ์ต่อผู้บริหารโรงเรียนไม่แตกต่างกัน
2. ผู้ปกครองมีเจตคติต่อโรงเรียนอำนวยพิทยาอยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย 3.64 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.53) และพบว่า ผู้ปกครองที่มีรายได้ต่างกันมีเจตคติต่อโรงเรียนอำนวยพิทยาแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนสถานภาพด้านเพศ อายุ การศึกษา อาชีพต่างกัน เจตคติของผู้ปกครองต่อโรงเรียนอำนวยพิทยาไม่แตกต่างกัน
3. ความคิดเห็นด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารโรงเรียนอำนวยพิทยามีความสัมพันธ์กับเจตคติต่อโรงเรียนอำนวยพิทยาในทางบวก โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ 0.712 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 4787
ชื่อผลงานวิจัย ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารโรงเรียนกับเจตคติของผู้ปกครองต่อ โรงเรียนอำนวยพิทยา เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
หัวข้อ(Eng) Relationship between School Administrators’ Human Relation Behaviors and Parents’ Attitude toward Amnuaypittaya School, Dindaeng District, Bangkok Metropolitan
คำสำคัญ(keyword) พฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ เจตคติของผู้ปกครอง ปี2545
ชื่อผู้วิจัย นางประคอง สุขพุ่ม
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mrs. Prakong Sukpum
ตำแหน่ง ผู้จัดการโรงเรียนอำนวยพิทยา เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
การศึกษา ปริญญาโท สาขาวิชาการบริหารการศึกษา สถาบันราชภัฏสวนดุสิต
สถานที่ติดต่อ 1328 ซอยชานเมือง 8 ถนนประชาสงเคราะห์ ดินแดง กรุงเทพมหานคร 10320
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2545
ประเภท วิทยานิพนธ์ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักวิทยบริการ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต
ประวัติความเป็นมา(history) ภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่บัญญัติไว้ในหมวดที่ 6 ให้มีระบบประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ โดยหน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจะต้องจัดระบบประกันคุณภาพภายในและทำการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษาทุกปี พร้อมทั้งให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกทุก 5 ปี ทำให้หน่วยงานที่มีสถานศึกษาสังกัดเกิดการตื่นตัวที่จะพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาของตนเอง เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสามารถตอบรับกระแสการตื่นตัวของประชาชนที่มีความต้องการให้การศึกษามีคุณภาพสูงได้มาตรฐานตอยสนองต่อการการพัฒนาของประเทศ (รุ่ง แก้วแดง, 2544, หน้า 68) โดยเฉพาะในสถานศึกษาเอกชนที่มีการแข่งขันสูงและจากสภาพเศรษฐกิจ สังคมปัจจุบัน ผู้บริหารสถานศึกษาของเอกชนในฐานะผู้นำองค์การ ที่นอกจากจะมีหน้าที่บริหารงานตามนโยบายของเจ้าของ หรือผู้รับใบอนุญาตแล้ว ยังมีภาระหน้าที่ในการจัดการสถานศึกษาให้มีความเป็นเลิศ มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและมีความโดดเด่นกว่าสถานศึกษาแห่งอื่นๆ ด้วย

ผู้บริหารโรงเรียนนับว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในสถานศึกษา เนื่องจากเป็นผู้ที่ควบคุม ดูแลครู อาจารย์ให้ปฏิบัติหน้าที่การเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ บรรลุเป้าหมายของสถานศึกษา (สมพิส สวัสดี, 2535, หน้า 2) ดังนั้นความสำเร็จหรือความล้มเหลวของสถานศึกษาจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บริหารโรงเรียนเป็นสำคัญ ในการใช้ความรู้ความสามารถและเทคนิคการบริหาร คน งบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ เพื่อให้โรงเรียนดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ผู้บริหารโรงเรียนเปรียบเสมือนหัวใจของสถานศึกษาที่ต้องเป็นผู้บังคัญชา จะต้องดูแลรับผิดชอบ และมอบหมายหน้าที่ให้ครู อาจารย์ปฏิบัติงานต่างๆ ตามนโยบายที่วางไว้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จากความสำคัญดังกล่าวข้างต้นผู้บริหารโรงเรียนจึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพทักษะ ความรู้ความสามารถให้เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์เอื้อต่อการพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

นอกจากปัจจัยด้านความรู้ความสามารถของผู้บริหารจะส่งผลต่อความสำเร็จของสถานศึกษาแล้ว คุณลักษณะของผู้บริหารก็นับว่ามีส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ครู อาจารย์ เกิดความรับผิดชอบต่อโรงเรียนร่วมกัน โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริหารงานของผู้บริหาร ที่ส่งผลโดยตรงต่อการปฏิบัติงานของครู อาจารย์ ผู้ใต้บังคับบัญชาและประสิทธิภาพของโรงเรียนด้วย

ดังนั้นผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องเป็นผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำ มีบุคลิกภาพดี มีศิลปะในการพูด ยิ้มแย้มแจ่มใส สามารถโน้มน้าวให้ผู้อื่นเกิดความศรัทธา สร้างความเชื่อถือให้แก้ผู้ใต้บังคับบัญชาและที่สำคัญที่สุด คือผู้บริหารต้องเป็นผู้ที่มีทั้งศาสตร์และศิลป์ในการเข้าใจคน การครองใจคนและการชนะใจคน สามารถสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรเพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลเพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งลักษณะพฤติกรรมดังกล่าวนี้เรียกว่า “มนุษยสัมพันธ์” ซึ่งเป็นหลักในการบริหารองค์การที่สำคัญที่สุดและถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ของผู้บริหารที่มคุณภาพ

หลักมนุษยสัมพันธ์นั้น ถือว่า คนไม่ใช่สิ่งของ (Man is not thing) หรือเครื่องจักรเนื่องจากคนมีอารมณ์ ความรู้สึก ค่านิยม ความเชื่อ ความเห็นและบุคลิกส่วนตัว ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของผลผลิตขององค์การ ดังนั้นมนุษยสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องที่ศึกษาเกี่ยวกับใจคน การติดต่อเกี่ยวข้องระหว่างมนุษย์ การเข้าใจกับคน การเอาชนะใจคน ระหว่างคนหนึ่งคนใดกับคนอื่นๆ หรือต่อกลุ่มหรือต่อกลุ่มคน กลุ่มต่อองค์กร หรือองค์การต่อองค์การ และการที่มนุษยสัมพันธ์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ หลักมนุษยสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องที่ผู้บริหารต้องระลึกอยู่เสมอ ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่านอกจากมนุษยสัมพันธ์จะสร้างความสามัคคีธรรมในหน่วยงาน ช่วยสร้างสรรค์ความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกันระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติงานที่ต้องร่วมมือร่วมใจกันทำ ช่วยสร้างบรรยากาศในที่ทำงานเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายปฏิบัติการ อันจะเป็นการบำรุงขวัญและสร้างกำลังใจในการปฏิบัติงานร่วมกัน อีกทั้งยังช่วยจูงใจให้ผู้ปฏิบัติงานมีความทะเยอทะยาน มีความหวังหรือมีอุดมคติที่ต้องการจะทำงานร่วมกันด้วย ซึ่งจะส่งผลให้องค์การนั้นๆ บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด (สมพร สุทัศนีย์, 2544, หน้า 5-6)

การทำหน้าที่ของผู้บริหาร จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากผู้เกี่ยวข้องภายนอกไม่เฉพาะผู้ร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเท่านั้น ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องมีพฤติกรรมการบริหารโรงเรียนที่พึงประสงค์ เพื่อให้สามารถสนองตอบความต้องการของชุมชนและสังคมได้อย่างแท้จริงและจากบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้โรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษา ซึ่งการดำเนินการเพื่อให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่และบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ เจตคติที่ดีของผู้ปกครองต่อโรงเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ การจะสร้างให้ผู้ปกครองมีเจตคติที่ดีต่อโรงเรียนนั้น คุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนด้านมนุษยสัมพันธ์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการมีเจตคติที่ดีของผู้ปกครอง โดยเฉพาะในโรงเรียนเอกชนที่การแข่งขันสูง ความรู้สึกที่ดีของผู้ปกครองต่อโรงเรียนนอกจากจะส่งผลต่อความร่วมมือแล้ว ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจส่งบุตรหลานของตนเข้าศึกษาในโรงเรียนนั้นๆ อีกด้วย

โรงเรียนอำนวยพิทยาเป็นสถานศึกษาเอกชน ตั้งอยู่ที่เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ประชาชนในพื้นที่มีความหลากหลาย ด้านฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม ประกอบกับในพื้นที่ที่มีโรงเรียนของรัฐบาลและเอกชนกว่า 10 แห่ง จึงมีการแข่งขันสูง ดังนั้นผู้บริหารในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา ที่มีอิทธิพลต่อการบริหารงานของสถานศึกษา ให้อยู่รอดท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารกับเจตคติของผู้ปกครองต่อโรงเรียน จึงมีความสำคัญที่น่าจะศึกษา ทั้งนี้เพื่อทำให้เกิดความร่วมมือ ความช่วยเหลือจากผู้ปกครองในการดำเนินงานและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน เพราะโรงเรียนตามแนวทางของพระราชบัญญัติกาศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานการบริหารและการควบคุมคุณภาพโรงเรียนให้ได้มาตรฐาน ซึ่งจะก่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาสถานศึกษาต่อไปในอนาคต

แนวคิด(concept) 1. ทฤษฎี แนวคิด และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

1.1 แนวคิดเรื่องการบริหารสถานศึกษา

1.2 พฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์

1.3 ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน

1.4 เจตคติของผู้ปกครองต่อโรงเรียน

1.5 ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารกับเจตคติของผู้ปกครอง

1.6 การบริหารงานของโรงเรียนอำนวยพิทยา

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารโรงเรียนอำนวยพิทยา กรุงเทพมหานครในทัศนะของผู้ปกครอง
2. เพื่อศึกษาเจตคติของผู้ปกครองต่อโรงเรียนอำนวยพิทยาจำแนกตามภูมิหลังผู้ปกครอง
3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารกับเจตคติของผู้ปกครองต่อโรงเรียนอำนวยพิทยา
สมมุติฐาน(assumption) 1. ผู้ปกครองที่มีเพศแตกต่างกัน จะมีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารและมีเจตคติต่อโรงเรียนแตกต่างกัน
2. ผู้ปกครองที่มีอายุแตกต่างกัน จะมีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารและมีเจตคติต่อโรงเรียนแตกต่างกัน
3. ผู้ปกครองที่มีการศึกษาแตกต่างกัน จะมีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารและมีเจตคติต่อโรงเรียนแตกต่างกัน
4. ผู้ปกครองที่มีอาชีพแตกต่างกัน จะมีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารและมีเจตคติต่อโรงเรียนแตกต่างกัน
5. ผู้ปกครองที่มีรายได้แตกต่างกัน จะมีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารและมีเจตคติต่อโรงเรียนแตกต่างกัน
6. ความคิดเห็นต่อพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหาร มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับเจตคติของ ผู้ปกครองต่อโรงเรียน
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) วิจัยเชิงพรรณา
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ผู้ปกครองนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอำนวยพิทยา เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร จำนวน 360 คน
ตัวแปร(variable) 1. ตัวแปรที่ 1 ประกอบด้วย
พฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้ปกครองที่มีต่อโรงเรียนอำนวยพิทยา เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
2. ตัวแปรที่ 2 ประกอบด้วย
เจตคติผู้ปกครองที่มีต่อโรงเรียนอำนวยพิทยา เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
คำนิยาม(defination) 1. ผู้บริหาร หมายถึง ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้จัดการ ครูใหญ่หรืออาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนอำนวยพิทยา กรุงเทพมหานคร
2. ผู้ปกครอง หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลการดำเนินชีวิตประจำวันของนักเรียน และดำเนินการประสานงานระหว่างบ้านกับโรงเรียน ของนักเรียนที่กำลังเรียนในทุกระดับการศึกษา โรงเรียนอำนวยพิทยาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 และเป็นผู้ที่เคยติดต่อหรือประสานงานกับผู้บริหารสถานศึกษาเท่านั้น 3. มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ที่เป็นการสร้างความเขข้าใจอันดีเกิดความอยากร่วมมือ
ประสานงานกัน ระหว่างผู้ปกครองและผู้บริหารโรงเรียน เพื่อให้การดำเนินงานของสถานศึกษาบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งพฤติกรรมมนุษยสัมพันธ์นี้ ได้แก่ ความสามารถในการพูดโน้มน้าว การให้คำปรึกษา การสร้างศรัทธา การรู้จักกาลเทศะ การยกย่องสรรเสริญ การประสานงาน การขอความร่วมมือ ความมีเมตตา และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
4. เจตคติของผู้ปกครอง หมายถึง ความรู้สึก ความคิดเห็นและความเชื่อที่สามารถประเมินค่าออกมาในทางบวกและทางลบ
4.1 การให้ความร่วมมือกับกิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้น
4.2 ความเชื่อมั่นต่อประสิทธิผลของโรงเรียน
4.3 การติดต่อประสานงานระหว่างผู้ปกครองกับโรงเรียน
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ตอน
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามวัดระดับความมีมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหาร
ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามวัดเจตคติของผู้ปกครองต่อระดับโรงเรียนอำนวยพิทยา
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. ผู้วิจัยได้ขอหนังสือขอความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามจากบัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฏสวนดุสิต
2. ผู้วิจัยเก็บรวบรวมแบบสอบถามและติดตามด้วยตนเอง
การวิเคราะห์(analysis) สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test F-test ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สันโปรดักโมเมนต์
ข้อสรุป(summary) 1. พฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารโรงเรียนอำนวยพิทยาอยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย 3.73 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.55) และพบว่าผู้ปกครองที่มีสถานภาพด้านอายุต่างกันมีความคิดเห็นด้านมนุษยสัมพันธ์ต่อผู้บริหารโรงเรียนอำนวยพิทยาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนสถานภาพด้านเพศ การศึกษา อาชีพ รายได้ต่างกัน ความคิดเห็นด้านมนุษยสัมพันธ์ต่อผู้บริหารโรงเรียนไม่แตกต่างกัน
2. ผู้ปกครองมีเจตคติต่อโรงเรียนอำนวยพิทยาอยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย 3.64 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.53) และพบว่า ผู้ปกครองที่มีรายได้ต่างกันมีเจตคติต่อโรงเรียนอำนวยพิทยาแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนสถานภาพด้านเพศ อายุ การศึกษา อาชีพต่างกัน เจตคติของผู้ปกครองต่อโรงเรียนอำนวยพิทยาไม่แตกต่างกัน
3. ความคิดเห็นด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารโรงเรียนอำนวยพิทยามีความสัมพันธ์กับเจตคติต่อโรงเรียนอำนวยพิทยาในทางบวก โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ 0.712 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1. ในการบริหารและการประสานร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง หากผู้บริหารให้ความสำคัญกับพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์มากขึ้น จะช่วยส่งเสริมให้เจตคติของผู้ปกครองที่มีต่อโรงเรียนที่อยู่ในระดับดี ได้เพิ่มเป็นระดับดีมากต่อไป
2. ผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับการจัดหา จัดซื้อ และพัฒนาอุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอนและห้องเรียนให้มีความทันสมัย เพื่อเพิ่มเจตคติที่ดีของผู้ปกครองต่อโรงเรียน
ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการทำการศึกษาคุณลักษณะด้านอื่นของผู้บริหาร เช่น ความเป็นผู้นำ พฤติกรรมด้านการบริหารว่ามีความสัมพันธ์กับเจตคติของผู้ปกครองที่มีต่อโรงเรียนหรือไม่ เพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนเจตคติของผู้ปกครองให้เป็นในทิศทางที่ดีขึ้นต่อไป
2. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างโรงเรียนเอกชนอื่น เกี่ยวกับปัจจัยด้านมนุษยสัมพันธ์หรือปัจจัยด้านอื่นๆ ที่ส่งผลต่อเจตคติของผู้ปกครองที่มีต่อโรงเรียน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาโรงเรียนเอกชนให้เป็นที่ยอมรับต่อไป
ปี 2545
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved